วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

ภัยอันตรายจากอินเตอร์เน็ต



ทันภัยการใช้ Internet



          1. หลีกเลี่ยงการพบคนแปลกหน้าทางอินเทอร์เน็ต

          2. หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวเช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์                                มือถือจริงบนเว็บไซต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน 

          3. อย่าปล่อยให้บุตรหลานของท่านอยู่บนโลกของเกมออนไลน์มากจนเกินไป

              3.1 เกมสมัยนี้มีทั้งเรื่องเพศที่แฝงมากับสื่อ

              3.2 เกมมีความทารุณโหดเหี้ยมซึ่งไม่เหมาะสมกับเด็ก

     4. ควรหลีกเลี่ยงการปล่อยให้บุตรหลานของคุณใช้เน็ตในที่ลับตาคน
  
  5. ควรหลีกเลี่ยงในการโพสต์ด่าด้วยข้อความหยาบคาย เขียนข้อความที่ลบหลู่                        
 ในเรื่องของบุคคล ชาติ ศาสนา หรือพระมหากษัตริย์ หรือส่งต่ออีเมล์ที่มีเนื้อหาข้อความ                      ดังกล่าว  ข้างต้นไปยังผู้อื่นโดยขาดสำนึกและรับผิดชอบ

          6. หลีกเลี่ยงการใช้งานซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์

          7. หลีกเลี่ยงการเปิดเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม เช่น เว็บโป๊ เว็บที่มีภาพยั่วยวนทางเพศ                     เว็บไซต์ที่มีการดาวโหลดซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ เว็บไซต์ที่สอนการโจรกรรมข้อมูล ฯลฯ

          8. ระวังอย่าหลงเชื่อคำโฆษณา หลวงลวง ต้มตุ๋น จากการซื้อขาย                                      สินค้าผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต    

          9. อย่าหลงเชื่อจดหมายลูกโซ่ จดหมายเวียน หรือโฆษณาชวน

          10. อย่าเปิดอ่านอีเมล์หรือรับไฟล์จากคนที่คุณไม่รู้จัก


วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557


1. World Wide Web (WWW) เครือข่ายใยแมงมุม
          เป็นการเข้าสู่ระบบข้อมูลอย่างข้อมูลในรูปของ Interactive Multimedia คือ มีทั้งรูปภาพ ข้อความ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดีโอ อีกทั้งข้อมูลเหล่านี้ยังใช้ระบบที่เรียกว่า hypertext กล่าวคือ จะมีคำสำคัญหรือรูปภาพในข้อมูลนั้นที่จะช่วยให้ท่าน เข้าสู่รายละเอียดที่ลึกและกว้างขวางยิ่งขึ้น คำสำคัญดังกล่าวจะเป็นคำที่เป็นตัวหนา หรือขีดเส้นใต้ เพียง แต่ท่านเลือกกด ที่คำ ที่เป็นตัวหนาหรือขีดเส้นใต้ นั้น ๆ ท่านก็สามารถเข้าสู่ข้อมูลเพิ่มเติมได้ (ข้อมูลเหล่านี้จะมีผู้สร้างขึ้นมาและเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ต่าง ๆ ทั่วโลก)
                        


2. ไปรษณีย์อิเลคทรอนิคส์ (Electronic Mail หรือ E-Mail)
    เป็นบริการหนึ่งบนอินเทอร์เนตที่คนนิยมใช้กันมากคือส่งจดหมายโดยทางคอมพิวเตอร์ถึงผู้ที่มีบัญชีอินเตอร์เน็ต ด้วยกันไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลคนละซีกโลกจดหมายก็จะไปถึงอย่างสะดวกรวดเร็วและง่ายดายโปรแกรมที่ใช้ ได้แก่
Hotmail  , YahooMail , ThaiMail และยังมี Mail ต่าง ๆ ที่ให้บริการอย่างมากมายในปัจจุบัน ตามหน่วยงานหรือ
องค์กรต่าง ๆ
                                      

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

MY HISTORY




ประวัติภาษาโคบอล ภาษาโคบอลได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1959 โดยได้มีการร่วมมือกันจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งให้ชื่อว่า CODASYL : Conference On DAtaSYstems Languages ซึ่งมีทั้งภาครัฐบาล และภาคเอกชนกลุ่มผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนั้น ซึ่งได้ร่วมมือกันพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถนำมาใช้กัน และให้เหมาะสมกับการประมวลผลข้อมูลทางด้านธุรกิจ ซึ่งได้ทำงานสรุปเป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ. 1960 และให้ชื่อภาษาที่ได้สร้างขึ้นใหม่นี้ว่า "COBOL-60" และต่อมาภายหลังก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาภาษาโคบอลให้ทันต่อยุคต่อเหตุการณ์ ซึ่งมีการแก้ไขปรับปรุงขึ้นในปี ค.ศ. 1961 ซึ่งเรียกว่า "COBOL-61" ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นอีกเล็กน้อย ในปี ค.ศ. 1963 และต่อมาในปี ค.ศ. 1965 และต่อมาในปี ค.ศ. 1968 ภาษาโคบอลได้ถูกยกระดับไห้เป็นภาษามาตราฐาน โดยสถาบัน The American National Standards Institute : ANSI โดยกำหนดภาษาโคบอลที่มีใช้กันอยู่ในขณะนั้นให้เป็นมาตราฐานเป็นอย่างเดียวกัน โดยแยกออกเป็นหลายระดับ และให้ยึดถือ COBOL-65 เป็นหลัก การใช้ภาษาโคบอลได้รับความนิยมแพร่หลายขึ้นในปี ค.ศ. 1970 เนื่องจากภาษาโคบอลได้มีการกำหนดความเป็นมาตราฐานขึ้น และได้มีการพัฒนาภาษาไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาตัว Compiler ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในการเขียนโปรแกรมภาษาโคบอลเราจะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ดังนี้
1. ส่วนประกอบของโปรแกรม ภาษาโคบอล 2. สัญลักษณ์ ที่ใช้ในภาษาโคบอล 3. ประเภทของคำ 4. ตัวแปร และ ค่าคงที่ 5. แบบฟอร์ม สำหรับการเขียนโปรแกรม COBOL (COBOL CODING FORM) 6. การใช้เครื่องหมายวรรคตอน ส่วนประกอบของโปรแกรม IDENTIFICATION DIVISION ชื่อโปรแกรม ชื่อผู้เขียนโปรแกรม วันที่เขียนโปรแกรม ENVIRONMENT DIVISION รายละเอียดของตัวเครื่อง(CONFIGURATION SECTION) รายละเอียดสิ่งที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล(INPUT/OUTPUT SECTION) DATA DIVISION รายละเอียดของแฟ้มข้อมูล(FILE SECTION) รายละเอียดของข้อมูลอื่น ๆ(WORKING-STORAGE SECTION) รายละเอียดของข้อมูลที่รับมาจากโปรแกรมอื่น ๆ(LINKAGE SECTION) รายละเอียดของข้อมูลที่ให้แสดงบนจอภาพ PROCEDURE DIVISION PARAGRAPH 1 PARAGRAPH 2 PARAGRAPH 3-------[STATEMENT I;I' = 1(N)1 ไดอะแกรมแสดง โครงสร้างโปรแกรมภาษาโคบอล จากไดอะแกรม ที่แสดงโครงสร้างของโปรแกรมภาษาโคบอลจะเห็นว่า ได้แบ่งตัวโปรแกรมออกเป็น 4 ส่วน ในแต่ละส่วนเราเรียกว่า Division ในแต่ละ Division มีชื่อดังต่อไปนี้ IDENTIFICATION DIVISION. ENVIRONMENT DIVISION. DATA DIVISION. PROCEDURE DIVISION. IDENTIFICATION DIVISION เป็น Division หรือส่วนที่ใช้ในการแสดงรายละเอียดของตัวโปรแกรม ชื่อของผู้เขียนโปรแกรม วันที่เริ่มเขียนโปรแกรม วันที่แปลโปรแกรม(Compiler) และที่สำคัญบอกว่าโปรแกรมนี้ชื่ออะไร ENVIRONMENT DIVISION เป็น Division หรือส่วนที่ใช้ในการแสดงรายละเอียดของตัวโปรแกรมเกี่ยวกับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม หรือสั่งให้โปรแกรมทำงาน และบอกให้ทราบชนิดของ Input/OutputDevisionที่จะนำมาใช้กับโปรแกรมนี้ DATA DIVISION เป็น Division หรือส่วนที่ใช้ในการแสดงรายละเอียดลักษณะของข้อมูลทุก ๆ ตัวที่นำมาเกี่ยวข้องกันกับโปรแกรมนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็ฯ Input หรือ Output หรือผลลัพธ์ที่เกิดจากการประมวลผล หรือผลลัพธ์จากการทำงานของโปรแกรมนี้ โดยจะแสดงโครงสร้างของข้อมูลอย่างละเอียด PROCEDURE DIVISION เป็น Division หรือส่วนที่ใช้ลำดับขั้นตอนของการทำงาน หรือของการประมวลผลข้อมูลโดยโปรแกรมชุดนี้ และใน Division นี้เราจะเขียนขึ้นตามผังโปรแกรมที่เราได้เขียนขึ้นในขั้นตอนแรกก่อนลงมือเขียนโปรแกรมนี้ ภายใน Division นี้จะแตกต่างไปจาก 3 Division แรกที่ได้กล่าวมา โดยจะมีการคำนาณ หรือมีคำสั่งต่าง ๆ ที่สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน เพื่อให้ได้ผลลัทธ์ออกมาตามที่เราต้องการ นอกจากภาษาโคบอลได้ถูกจัดแบ่งออกเป็นส่วนใหญ่ ๆ (Division) แล้ว ภายในแต่ละ Division ยังถูกแบ่งออกเป็น Section ย่อย ๆ ได้อีก เช่น ภายใน Environment Division จะต้องมีอย่างน้อย 2 Section คือ Configuration Section และ Input-Output Section และภายใน Data Division จะมี File Section และ Working-Storage Section ส่วนภายใน Procedure Division จะมี Section เท่าไหร่ก็ได้ หรือภายในส่วนของ Identification Division ไม่มี Section อยู่เลย นอกจากนี้ภายในแต่ละ Section จะมี Paragraph แตกย่อยลงไปอีก ซึ่ง Paragraph เป็นส่วนประกอบภายใน Section ในทุก Section และภายใน Section จะต้องมี Paragraph อย่างน้อย 1 Paragraph แต่ถ้าหากว่าภายใน Division ใดไม่ได้แบ่งส่วนประกอบออกเป็น Section ให้ถือว่า Paragraph นั้นเป็นส่วนประกอบโดยตรงของภายใน Division นั้น Sentence เป็นรูปของประโยคภายในของถาษาโคบอล ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับประโยคภายในภาษาอังกฤษ ซึ่งภายในประโยค หรือ Sentence นี้ต้องมีคำกริยา (verb) อย่างน้อย 1 คำ Sentence ภายในภาษาโคบอลนั้นจะต้องจบลงด้วย"."(Period) Statement คือกลุ่มของตัวเลข กลุ่มของตัวอักษร และรวมถึงสัญลักษณ์พิเศษต่าง ๆ ซึ่งนำมาประกอบกันให้ได้ความหมายเป็นคำสั่งตามรูปแบบเงื่อนไขที่ภาษากำหนดขึ้นให้ใช้(Reserved Words) โดยอาจจะมีการผสมอักระกันเป็น 1 Statement แล้วนำมาผูกกันเป็นกลุ่มของคำสั่ง เพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ Clause คือกลุ่มของ Characters (อักขระ) และ Words เพื่อใช้สำหรับอธิบายถึง Entry ภายในโปรแกรมนั้น ๆ Word คือกลุ่มของ Characters ซึ่งจะต้องมีอย่างน้อย 1 ตัวอักขระขึ้นไป ซึ่งโครงสร้างของ Word ได้อธิบายไว้แล้วข้างต้น Character ตัวอักขระ เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในโปรแกรมภาษาทางคอมพิวเตอร์ ดูรายละเอียดภายในหัวข้อเรื่อง สัญลักษณ์ในภาษา COBOL สัญลักษณ์ในภาษา COBOL (มี 51 ตัว) สัญลักษณ์ในภาษา COBOL (มี 51 ตัว) Character (อักขระ) หมายถึง ตัวเลขและเครื่องหมายต่าง ๆ ที่เครื่องคอมพิวเตอร์รับได้ในรูปของ ASCII CODE หรือ เลขฐาน 16 (แล้วแต่ระบบการเก็บข้อมูล ภายในหน่วยความจำของแต่ละเครื่องฯ) ซึ่งใช้ประกอบขึ้นเป็นคำ (Word) ในการเขียนเป็นภาษาโปรแกรม ซึ่งประกอบด้วย ชุดอักษร(Alphabetic) "A...Z" ชุดตัวเลข(Numeric) "0..9" ชุดสัญลักษณ์พิเศษ(Special Character){+ - * / . ** $ * >< = ( ) " ' ; _ } ประเภทของคำ (Types Of Words) คำ เกิอขึ้นจากการผสมระหว่างตัวอักษร กับตัวเลข หรือจะเป็นตัวอักษรล้วน ๆ ก็ได้ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์ของภาษานั้น ๆ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภท ใหญ่ ๆ ดังนี้ 3.1 คำสงวน (Reserved Word) คำสงวนไว้ใช้ในกรณี ๆ ไปโดยเฉพาะ ไม่สามารถนำคำสงวนไปใช้ในหน้าที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่หรือ ไม่ได้กำหนดไว้ โดยคำสงวนจะมีความหมายในตัวของมันเอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท Key word คือคำที่เราต้องเขียนเสมอ หรือ เป็นคำที่ตัว Compiler Cobol รู้จัก ได้แก่ Read , Into, End Option Word จะใช้ หรือ ไม่ใช้ก็ได้ เขียนแทนด้วยตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ แต่ไม่มีขีดเส้นใต้กำกับไว้ มีไว้เพื่อขยายประโยคให้สมบูรณ์ เช่น Record, At Connective Word เพื่อขยายใจความประโยคหรือเชื่อมโยงคำ เช่น Of ,In 3.2 คำที่ไม่ใช่คำสงวน หมายถึงคำอื่น ๆ ซึ่งผู้เขียนโปรแกรม ตั้งชื่อขึ้นเองตามกฏเกณฑ์การตั้งชื่อ ในภาษาโคบอลห้ามตั้งชื่อตรงกับคำสงวนหรือซ้ำคำสงวน Data Name ใช้อ้างอิงถึงข้อมูล หรือตัวแปร Condition Name ชื่อข้อมูลที่ใช้ในการสร้างเงื่อนไขขึ้นเพื่อเลือกตัดสินใจในการทำงาน และเพื่อทดสอบโปรแกรม Paragraph Name หมายถึง ชื่อหัวข้อของชุดคำสั่งที่ปรากฏอยู่ในส่วนต่าง ๆของโปรแกรม 3.3 Special Name ชื่อพิเศษต้องอยู่ในพารากราฟทึ่ชื่อ Special Names ซึ่งอยู่ภายใน Environment Division ซึ่งผู้เขียนโปรแกรมจะเป็นผู้ตั้งขึ้นเองเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนโปรแกรมให้สั้น และรัดกุม แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวแปร(Variable) และ ค่าคงที่ (Literal) 4.1 ตัวแปร หมายถึง ข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อยู่ตลอดเวลาในโปรแกรม ตัวแปรชนิดตัวเลข (Numeric variable) ประกอบไปด้วยตัวเลข 0 - 9 สามารถนำไปคำนวณได้ ตัวแปรชนิดอักขระ (Alphabetic variable) ประกอบไปด้วยตัวอักษร A..Z และ Blank Or Space และ Hyphen (-) ตัวแปรชนิดที่เป็นทั้งตัวเลขและตัวอักขระ (Alphabumeric variable)ได้แก่ตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์พิเศษ 4.2 ค่าคงที่ (Literal)ค่าคงที่เป็นตัวเลข(Numeric Literal) ประกอบด้วยตัวเลข 0-9 แบบฟอร์ม ของกระดาษเขียนโปรแกรม ในการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาใด ๆ ก็ตาม จำเป็นต้องเขียนลงในกระดาษ ตามแบบฟอร์มซึ่งแต่ละภาษากำหนดเอาไว้ ภาษาโคบอล ก็เช่นกัน เราต้องเขียนโปรแกรมลงในกระดาษสำหรับเขียนโปรแกรมโดยเฉพาะ กระดาษพิเศษที่ใช้เขียนโปรแกรมภาษาโคบอลนี้เรียกว่า Cobol Coding Form รูปแบบนี้ เหมือนรูปแบบมาตราฐานของบัตร 80 คอลัมน์ คือ ในกระดาษหนึ่งบรรทัดแบ่งออกเป็น 80 คอลัมน์ เช่นเดียวกันและกระดาษเขียนโปรแกรมหนึ่งแผ่น จะมีประมาณ 20 บรรทัด อย่างไรก็ตามทุกวันนี้เรามักจะส่งโปรแกรมเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ทางจอภาพมากกว่า รายละเอียดของหัวกระดาษตอนบน 1. System ให้ใส่รายละเอียดของระบบที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม หรือ รายละเอียดของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ หรืออาจจะเป็นชื่อระบบก็ได้ 2. Program ให้ใส่ชื่อโปรแกรม หรืออาจจะเป็นชื่อของโปรแกรมย่อยก็ได้ 3. Programmer ใส่ชื่อโปรแกรมเมอร์หรือชื่อของผู้เขียนโปรแกรม 4. Date ใส่วัน เดือน ปี ที่เขียนโปรแกรม 5. Page of ให้ใส่ตัวเลขบอกจำนวนหน้า จำนวนตัวเลขหลัง OF หมายถึงจำนวน Coding Sheet ทั้งหมดที่ใช้เขียนโปรแกรมนี้ และตัวเลขหลัง Page หมายถึง เลขบอกหน้าของ Coding Sheet การใช้เครื่องหมายวรรคตอน(Punctuation) จุดประสงค์ ของการใช้เครื่องหมายวรรคตอนเพื่อบอกให้ Compiler ทราบว่าจบประโยคเมื่อไหร่ จบคำเมื่อไหร่ และช่วยในการอ่านโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ชุดคำสั่งภาษาโคบอล เป็นภาษาที่นิยมใช้กันมากในทางธุรกิจ เป็นภาษาที่เขียนสั่งการทำงานโดยใช้คำพูดเป็นประโยค ภายในประโยคจะมีกริยา เมื่อจบแต่ละประโยคจะต้องมีจุด (.)กำกับเมื่อจบ ภาษานี้ไม่เหมาะกับงานที่มีการคำนวณเพราะเขียนยากกว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานตามภาษาโคบอลได้ จะต้องมีตัวแปลชุดคำสั่งภาษาโคบอล เพื่อใช้ในการแปลชุดคำสั่งภาษาโคบอลที่เป็นชุดคำสั่งเริ่มต้น เป็นภาษาเครื่องที่ชุดคำสั่งควบคุมจะสามารถรับได้ ชุดคำสั่งทำงานที่แปลได้นี้อาจจะอยู่ในรูปของบัตรแถบแม่เหล็ก หรือจานแม่เหล็ก การเขียนภาษาโคบอลจะแบ่งออกเป็น ๔ ส่วนคือ ๑. ส่วนกำหนดลักษณะ (identification division) เป็นส่วนที่บอกชื่อผู้เขียน และวันที่เขียน ๒. ส่วนบอกลักษณะเครื่อง (environment division) เป็นส่วนที่บอกว่าจะใช้เครื่องอ่านบัตร เครื่องพิมพ์แถบแม่เหล็ก และจานแม่เหล็กอย่างไร ๓. ส่วนบอกลักษณะข้อมูล (data division)เป็นส่วนที่บอกว่าการจัดข้อมูลที่จะนำเข้าและแสดงผลมีลักษณะเช่นใด รวมทั้งข้อมูลที่จำในหน่วยความจำเป็นอย่างไร ๔. ส่วนบอกการทำงาน (procedure division)เป็นส่วนที่เขียนคำสั่งที่นำเอาข้อมูลที่กำหนดในส่วนบอกลักษณะข้อมูลมาใช้งาน จากตัวอย่างชุดคำสั่งภาษาต่างๆ จะเห็นได้ว่าภาษาคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนาให้เข้าใกล้ภาษาที่มนุษย์เราใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ใช้งานได้ง่าย และประหยัดเวลาในการใช้คอมพิวเตอร์ แท้ที่จริงแล้ว ภาษาของคอมพิวเตอร์มีเป็นจำนวนมาก การที่คอมพิวเตอร์จะสามารถทำงานภาษาใดได้นั้นขึ้นกับการมีตัวแปลชุดคำสั่งภาษานั้นๆ สำหรับเครื่อง เพื่อให้แปลเป็นภาษาเครื่องพร้อมที่ชุดคำสั่งควบคุมสามารถจะรับและดำเนินการทำงานได้ตามที่ต้องการ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางภาษาแอสเซมเบลอร์ จะสามารถเขียนชุดคำสั่งเพื่อใช้เป็นตัวแปลชุดคำสั่งภาษาต่างๆได้ตามความต้องการ การเขียนตัวแปลชุดคำสั่งที่ทำงานได้อย่างกว้างขวางนั้นอาจจะต้องใช้คนเป็นจำนวนมาก และเขียนชุดคำสั่งกันเป็นแรมปี ดังนั้น นอกจากมนุษย์จะสร้างระบบเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ยังจำเป็นต้องสร้างระบบการสั่งงานคอมพิวเตอร์อีกด้วย บางครั้งอาจต้องใช้เงินและแรงงานมากกว่าการสร้างเครื่อง ระบบการสั่งงานนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถแตกต่างกัน ทั้งยังจำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพดียิ่งๆ ขึ้นอยู่เสมอ จึงนับได้ว่าระบบการสั่งงานคอมพิวเตอร์มีความสำคัญมากไม่น้อยกว่าระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา COBOL IF SALES-AMOUNT IS GREATER THAN SALES-QUOTA COMPUTE COMMISSION = MAX-RATE * SALES - AMOUNT ELSE COMPUTE COMMISSION = MIN-RATE * SALES - AMOUNT




ภาษาคอมพิวเตอร์

หมายถึง ภาษาใดๆ ที่ผู้ใช้งานใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ด้วยกัน แล้วคอมพิวเตอร์สามารถทำงานตามคำสั่งนั้นได้ คำนี้มักใช้เรียกแทนภาษาโปรแกรม แต่ความเป็นจริงภาษาโปรแกรมคือส่วนหนึ่งของภาษาคอมพิวเตอร์เท่านั้น และมีภาษาอื่นๆ ที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น HTML เป็นทั้งภาษามาร์กอัปและภาษาคอมพิวเตอร์ด้วย แม้ว่ามันจะไม่ใช่ภาษาโปรแกรม หรือภาษาเครื่องนั้นก็นับเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดยทางเทคนิคสามารถใช้ในการเขียนโปรแกรมได้ แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นภาษาโปรแกรม ภาษาคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ ภาษาระดับสูง (high level) และภาษาระดับต่ำ (low level) ภาษาระดับสูงถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานง่ายและสะดวกสบายมากกว่าภาษาระดับต่ำ โปรแกรมที่เขียนถูกต้องตามกฎเกณฑ์และไวยากรณ์ของภาษาจะถูกแปล (compile) ไปเป็นภาษาระดับต่ำเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถนำไปใช้งานหรือปฏิบัติตามคำสั่งได้ต่อไป ซอฟต์แวร์สมัยใหม่ส่วนมากเขียนด้วยภาษาระดับสูง แปลไปเป็นออบเจกต์โค้ด (object code) แล้วเปลี่ยนให้เป็นชุดคำสั่งในภาษาเครื่อง ภาษาคอมพิวเตอร์อาจแบ่งกลุ่มได้เป็นอีกสองประเภทคือ ภาษาที่มนุษย์อ่านออก (human-readable) และภาษาที่มนุษย์อ่านไม่ออก (non human-readable) ภาษาที่มนุษย์อ่านออกถูกออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์สามารถเข้าใจและสื่อสารได้โดยตรงกับคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ) ส่วนภาษาที่มนุษย์อ่านไม่ออกจะมีโค้ดบางส่วนที่ไม่อาจอ่านเข้าใจได้ ภาษาเครื่อง (Machine Language) เป็นภาษาหรือคำสั่งที่ใช้ในการสั่งงานหรือติดต่อกับเครื่องโดยตรงลักษณะสำคัญ ของภาษาเครื่องจะประกอบด้วยรหัสของเลขฐานสองซึ่งเทียบได้กับลักษณะของสัญญาณ ทางไฟฟ้าเข้ากับหลักการทำงานของเครื่องซึ่งเครื่องสามารถเข้าใจและพร้อมที่ จะทำงานตามคำสั่งได้ทันทีภาษาเครื่องจะมีกฏเกณฑ์ทางไวยากรณ์ค่อนข้างจำกัด โปรแกรมมีลักษณะค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน รหัสโครงสร้างของแต่ละคำสั่งของภาษาเครื่องจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน ก. รหัสบอกประเภทของคำสั่ง (Operation Code หรือ Op-Code) เป็นส่วนที่บอกคำสั่งให้เครื่องทำการประมวลผล เช่นให้ทำการบวก ลบ คูณ หาร หรือเปรียบเทียบ ข. รหัสบอกตำแหน่งข้อมูล (Operand) เป็นส่วนที่บอกว่าข้อมูลที่จะนำมาประมวลผลนั้นเก็บอยู่ในตำแหน่ง (Address) ใดของหน่วยความจำ ลักษณะของโปรแกรมจะประกอบด้วยกลุ่มของรหัสคำสั่ง ซึ่งประกอบด้วยเลข ฐานสองเรียงต่อกัน ซึ่งผู้เขียนโปรแกรมจะต้องทราบถึงเทคนิคการใช้รหัสคำสั่งและจะต้องจำตำแหน่งของคำสั่งของข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ เพราะเนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละบริษัทจะใช้ภาษาเครื่องของตนเอง และผู้เขียนโปรแกรมจะต้องเข้าใจระบบการทำงานของเครื่องเป็นอย่างดี ดังนั้นการเขียนโปรแกรมเป็นภาษาเครื่องจึงมีผู้เขียนอยู่ในวงจำกัด เพราะต้องมีความรู้ทางด้านเครื่องและรหัสของเครื่องด้วยจึงจะเขียนโปรแกรมได้ ภาษาเครื่องของคอมพิวเตอร์แต่ละระบบจะแตกต่างกัน ทำให้เกิดความไม่สะดวกเมื่อมีการเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบใหม่ก็จะต้องเขียนโปรแกรมใหม่ ข้อดี ของภาษาเครื่อง 1. เมื่อคำสั่งเข้าสู่เครื่องจะสามารถทำงานได้ทันที 2. สามารถสร้างคำสั่งใหม่ ๆ ได้ โดยที่ภาษาอื่นทำไม่ได้ 3. ต้องการหน่วยความจำเพียงเล็กน้อย ข้อเสีย ของภาษาเครื่อง 1. ต้องเขียนโปรแกรมคำสั่งยาวทำให้ผิดพลาดได้ง่าย 2. ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องรู้ระบบการทำงานของเครื่องเป็นอย่างดีจึงสามารถเขียนโปรแกรมได้ และถ้าเครื่องที่มีฮาร์ดแวร์ต่างกัน จะใช้โปรแกรมร่วมกันได้ ภาษาแอสแซมบลี (Assembly Language) จัดเป็นภาษาสัญลักษณ์ (Symbolic Language) เป็นภาษาที่พัฒนามาจาก ภาษาเครื่องโดยใช้สัญลักษณ์ข้อความแทนกลุ่มของเลขฐานสอง ทำให้การเขียนโปรแกรมสะดวกขึ้นแต่ผู้เขียนโปรแกรมยังคงต้องจำความหมายสัญลักษณ์ที่ใช้แทนคำสั่งต่าง ๆ การเขียนโปรแกรมภาษาแอสแซมบลี มีลักษณะที่ต้องขึ้นอยู่กับเครื่องเราไม่สามารถนำโปรแกรมภาษาแอสแซมบลีไปใช้กับเครื่องต่างชนิดกันได้ ดังนั้น ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องเข้าใจระบบการทำงานของเครื่องเป็นอย่างดี การเขียนโปรแกรมด้วยภาษานี้ วิธีการก็คล้ายกับการเขียนโปรแกรมภาษาเครื่องแต่อย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์จะรู้จักแต่เฉพาะภาษาเครื่องเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องมีการแปลภาษาแอสแซมบลีให้เป็นภาษาเครื่องเสียก่อน เครื่องจึงจะสามารถทำงานตามโปรแกรมคำสั่งได้โปรแกรมที่ทำหน้าที่แปลภาษานี้เรียกว่าแอสแซมเบลอร์ (Assembler) ข้อดี ของภาษาแอสแซมบลี - การเขียนโปรแกรมเขียนง่ายกว่าภาษาเครื่อง ข้อเสีย ของภาษาแอสแซมบลี - ขั้นตอนการเขียนโปรแกรมมีลักษณะคล้ายภาษาเครื่องทำให้โปรแกรมคำสั่งต้องเขียนยาวเช่นเดิม ภาษาระดับสูง (High Level Language) ในปีค.ศ. 1960 ได้มีการพัฒนา ภาษาระดับสูง (High Level Language) ขึ้น ภาษาระดับสูงจะใช้คำในภาษาอังกฤษแทนคำสั่งต่าง ๆ รวมทั้งสามารถใช้นิพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ด้วย ทำให้นักเขียนโปรแกรมสามารถใช้เวลามุ่งไปในการศึกษาถึงทางแก้ปัญหาเท่านั้น ไม่ต้องเป็นกังวลว่าคอมพิวเตอร์จะทำงานอย่างไรอีกต่อไป ภาษาระดับสูงนี้ถือว่าเป็น ภาษายุคที่สาม (third-generation language) ซึ่งทำให้เกิดการประมวลผลข้อมูลเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลระหว่างปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1970 และมีผู้หันมาใช้คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น โดยสังเกตได้จามเครื่องเมนเฟรมจากจำนวนร้อยเครื่องเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นเครื่อง อย่างไรก็ตาม ภาษาระดับสูงก็ยังคงต้องการตัวแปลภาษาให้เป็นภาษาเครื่องเพื่อสั่งให้เครื่องทำงานต่อไป ตัวแปลภาษาที่นิยมใช้งานกันโดยทั่วไปจะเป็นแบบคอมไพเลอร์ ซึ่งแต่ละภาษาก็มีคอมไพเลอร์ไม่เหมือนกัน รวมทั้งคอมไพเลอร์แต่ละตัวก็จะต่างกันไปบนเครื่องแต่ละชนิดด้วย เช่น ถ้าเขียนโปรแกรมภาษา COBOL บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ก็จะต้องเลือกใช้คอมไพเลอร์ภาษา COBOL ที่ทำงานบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งการเขียนโปรแกรมภาษาหนึ่งภาษาใดบนเครื่องที่ต่างกันอาจจะแตกต่างกันได้ เพราะคอมไพเลอร์ที่ใช้ต่างกันนั่นเอง ภาษาคอมพิวเตอร์บางภาษาได้ถูออแบบมาให้ใช้แก้ปัญหางานเฉพาะบางอย่าง เช่น การควบคุมหุ่นยนต์ การสร้างภาพกราฟฟิก เป็นต้น แต่ภาษาคอมพิวเตอร์โดยมากจะมีความยืดหยุ่นให้ใช้งานทั่ว ๆ ไปได้ เช่น ภาษา BASIC ภาษา COBOL หรือภาษา FORTRAN เป็นต้น และนอกจากนี้ยังมีภาษา C ที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน ภาษาระดับสูงมาก (Very high-level Language) เป็นภาษายุคที่ 4 (fourth-generation language) หรือ 4GLs จะเป็นภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมได้สั้นกว่าภาษาในยุคก่อน ๆ การทำงานบางอย่างสามารถใช้เพียง 5 ถึง 10 บรรทัดเท่านั้น ในขณะที่ถ้าเขียนด้วยภาษา อาจต้องใช้ถึง 100 บรรทัด โดยพื้นฐานแล้ว ภาษาในยุคที่ 4 นี้มีคุณสมบัติที่แยกจากภาษาใยุคก่อน ๆ อย่างชัดเจน กล่าวคือภาษาในยุคก่อนนั้นใช้หลักการของ การเขียนโปรแกรมแบบโพรซีเยอร์ (procedurl language) ในขณะที่ภาษาในยุคที่ 4 จะเป็นแบบ ไม่ใช้โพรซีเยอร์ (nonprocedurl language) ผู้เขียนโปรแกรมเพียงแต่กำหนดว่าต้องการให้โปรแกรมทำอะไรบ้างก็สามารถเขียนโปรแกรมได้ทันที โดยไม่ต้องทราบว่าทำได้อย่างไร ทำให้การเขียนโปรแกรมสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว






ชื่อ ชินกฤต วากย์เงินตรา

ชื่อเล่น โกโก้                   

 เกิดวันที่ 15/08/40

ชอบสี ฟ้า น้ำเงิน

โรงเรียน อัสสัมชัญ ระยอง  
เบอร์โทรศัทพ์ 0805466687
คำคมประจำตัว ถึงหนูจะสวยสู้พี่ไม่ได้ แต่น่าเกลียดพี่สู้หนูได้ป่ะล่ะ
                      
                                    


กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ


กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศมี 4 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกสุดก่อนที่จะลงมือแก้ปัญหา แต่ผู้แก้ปัญหามักจะมองข้ามความสำคัญของขั้นตอนนี้
อยู่เสมอ จุดประสงค์ของขั้นตอนนี้ คือการทำความเข้าใจกับปัญหาเพื่อแยกให้ออกว่าข้อมูลที่กำหนดมาในปัญหาหรือเงื่อนไขของปัญหาคืออะไร และสิ่งที่ต้องการคืออะไร อีกทั้งวิธีการที่ใช้ประมวลผล ในการวิเคราะห์ปัญหาใด กล่าวโดยสรุปมีองค์ประกอบในการวิเคราะห์ ดังนี้
1. การระบุข้อมูลเข้า ได้แก่ การพิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขที่กำหนดมาในปัญหา
2. การระบุข้อมูลออก ได้แก่ การพิจารณาเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องหาคำตอบ
3 การกำหนดวิธีประมวลผล ได้แก่ การพิจารณาขั้นตอนวิธีหาคำตอบหรือข้อมูลออก



2. การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี (Tools and Algorithm development)

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการวางแผนในการแก้ปัญหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังจากที่เราทำความเข้าใจกับปัญหา พิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขที่มีอยู่ และสิ่งที่ต้องการหาในขั้นตอนที่ 1 แล้ว เราสามารถคาดคะเนวิธีการที่จะใช้ในการแก้ปัญหา ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้แก้ปัญหาเป็นหลัก หากผู้แก้ปัญหาเคยพบกับปัญหาทำนองนี้มาแล้วก็สามารถดำเนินการตามแนวทางที่เคยปฏิบัติมา
ขั้นตอนนี้จะเริ่มจากการเลือกเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหา โดยพิจารณาความเหมาะสมระหว่างเครื่องมือกับเงื่อนไขต่างๆ ของปัญหาซึ่งหมายรวมถึงความสามารถของเครื่องมือในการแก้ปัญหาดังกล่าว และสิ่งที่สำคัญคือความคุ้นเคยในการใช้งานเครื่องมือนั้นๆ ของผู้แก้ปัญหา
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการแก้ปัญหา คือยุทธวิธีที่ใช้ในการแก้ปัญหาหรือที่เราเรียกว่า
ขั้นตอนวิธี (algorithm) ในการแก้ปัญหา หลังจากที่เราได้เครื่องมือช่วยแก้ปัญหาแล้ว ผู้แก้ปัญหาต้องวางแผนว่าจะใช้เครื่องมือดังกล่าวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและดีที่สุด การออกแบบขั้นตอนวิธีในการแก้ปัญหา ผู้แก้ปัญหาควรใช้แผนภาพหรือเครื่องมือในการแสดงขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ เช่น ผังงาน (flowchart) ที่จำลองขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาในรูปของสัญลักษณ์ รหัสลำลอง (pseudo code) ซึ่งเป็นการจำลองขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาในรูปของคำบรรยาย การใช้เครื่องมือช่วยออกแบบดังกล่าวนอกจากแสดงกระบวนการที่ชัดเจนแล้ว ยังช่วยให้ผู้แก้ปัญหาสามารถหาข้อผิดพลาดของวิธีการที่ใช้ได้ง่ายและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว



3. การดำเนินการแก้ปัญหา(Implementation)
หลังจากที่ได้ออกแบบขั้นตอนวิธีเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องลงมือแก้ปัญหาโดยใช้เครื่องมือที่ได้เลือกไว้หากการแก้ปัญหาดังกล่าวใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยขั้นตอนนี้ก็เป็นการใช้โปรแกรมสำเร็จหรือใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เขียนโปรแกรมแก้ปัญหา ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่เลือกใช้ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องศึกษาให้เข้าใจและเชี่ยวชาญ ในขณะที่ดำเนินการหากพบแนวทางที่ดีกว่าที่ออกแบบไว้ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้

4. การตรวจสอบและปรับปรุง(Refinement)
หลังจากที่ลงมือแก้ปัญหาแล้ว ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าวิธีการนี้ให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง โดยผู้แก้ปัญหาต้องตรวจสอบว่าขั้นตอนวิธีที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับรายละเอียดของปัญหา ซึ่งได้แก่ ข้อมูลเข้า และข้อมูลออก เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับข้อมูลเข้าได้ในทุกกรณีอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ในขณะเดียวกันก็ต้องปรับปรุงวิธีการเพื่อให้การแก้ปัญหานี้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น เป็นเสมือนขั้นบันได (stair) ที่ทำให้มนุษย์สามารถประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ รวมทั้งการเขียนหรือพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาก็ต้องใช้กระบวนการตามขั้นตอนทั้ง 4 นี้เช่นกัน





การถ่ายทอดความคิดในการแก้ปัญหา "อัลกอริทึม"

การเขียนรหัสจำลอง (Pseudo Code) หมายถึง การเขียนอัลกอริทึมโดยใช้ประโยคภาษาอังกฤษที่สื่อความหมายง่าย ๆ สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้โดยทันที แต่ก็สามารถใช้รูปแบบที่เป็นภาษาพูดด้วย ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โครงสร้างของรหัสจำลองเริ่มต้นด้วยข้อความ Begin แล้วอธิบายขั้นตอนการทำงานโดยใช้คำสั่งต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกับภาษาคอมพิวเตอร์ในการเขียนโปรแกรม เช่น คำสั่ง read หมายถึง การอ่านค่าหรือรับค่าข้อมูลตัวแปรตามที่กำหนดไว้ คำสั่ง print หมายถึง การแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณและพิมพ์ข้อความ End เมื่อจบการทำงาน การเขียนรหัสจำลองจะต้องมีการวางแผนสำหรับการอ้างอิงถึงข้อมูลที่จะต้องนำไปใช้ภายในโปรแกรมด้วย การสร้างตัวแปร โดยใช้เครื่องหมายเท่ากับ (= ) แทนการกำหนดค่าตัวแปรการเขียนผังงาน (Flowchart) หมายถึง แผนภาพที่มีการใช้สัญลักษณ์รูปภาพและลูกศรที่แสดงถึงขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมหรือระบบทีละขั้นตอน รวมไปถึงทิศทางการไหลของข้อมูลตั้งแต่แรกจนได้ผลลัพธ์ตามที่ ต้องการ มี 2 ประเภท คือผังงานระบบ และผังงานโปรแกรม